มุมมองใหม่ 9 ประการ ให้เพศศึกษาแก่เยาวชนไทย

อดีตปลัดศธ.เสนอมุมมองใหม่ 9ประการ ให้เพศศึกษาแก่เยาวชนไทย

               ดร.จรวยพร ธรณินทร์อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้เปิดเผยถึงมุมมองใหม่เพศศึกษากับเยาวชนไทย   ในการสัมมนาระดับชาติเรื่องโรคเอดส์ครั้งที่ 11 ว่าต้องปรับวิธีคิดแก้ปัญหาให้รอบด้านหลายมิติใช้ข้อมูล จากงานวิจัยและจากการรับข้อเสนอของทุกฝ่าย   ดังนี้

       1. การใช้ความหมายของการล่วงละเมิดทางเพศที่เป็นสากล  ซึ่งในระดับนานาชาติจะหมายถึง  ระดับไม่รุนแรง ได้แก่ การเขียนคำหยาบ คำลามกที่โต๊ะเรียน ห้องน้ำ การส่งรูปโป๊ทางสื่ออิเล็คทรอนิก การใช้ท่าทาง   ระดับรุนแรงปานกลาง ได้แก่ การสัมผัส   การเล่าเรื่องตลกลามก การบีบบังคับให้รับนัด    และระดับรุนแรง ได้แก่ การข่มขืน 

      2. ความยอมรับในขนาดของปัญหาที่เกิดในสถานศึกษา   ซึ่งงานวิจัยของดร.พิมพ์ใจ เมษฐ์สุขใสและคณะรายงานว่า  (1) การล่วงละเมิดทางเพศเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นได้ทั้งในโรงเรียนระดับประถม มัธยม วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของนักเรียน (2) การล่วงละเมิดทางเพศเกิดจากผู้มีอำนาจ ผู้มีอิทธิพล   (3) นักเรียนหญิงจะเป็นผู้ถูกกระทำ/ถูกข่มขืนโดยผู้ใกล้ชิด เพื่อนบ้าน เพื่อนนักเรียนด้วยกัน ครูกระทำต่อนักเรียน พ่อเลี้ยง พ่อของตนเอง(4) การล่วงละเมิดทางเพศเกิดได้ทุกแห่งทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน(5) นักเรียนที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศส่วนใหญ่จะเล่าเหตุการณ์ให้เพื่อนฟัง รองลงมาคือพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูประจำชั้นเป็นลำดับสุดท้าย(6) นโยบายเกี่ยวกับการคุ้มครองและการป้องกัน ไม่ให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศ ในสถานศึกษา ยังไม่ได้กำหนดเป็นนโยบายเฉพาะ(7)แนวทางการร้องเรียนการล่วงละเมิดทางเพศยังไม่ได้กำหนดชัดเจนและ(8)นักเรียนยังรู้และเข้าใจเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศน้อยมาก ดังนั้นข้อเสนอแนะจากการศึกษาสภาพนักเรียนถูกล่วงละเมิดทางเพศ  คือ  1.กระทรวงศึกษาธิการควรกำหนดเป็นนโยบายเฉพาะเกี่ยวกับการป้องกันและการคุ้มครองนักเรียนไม่ให้ถูกกระทำ รวมทั้งกำหนดแนวทางดำเนินงานให้ชัดเจนเพื่อเด็กจะได้มีที่ปรึกษาและสามารถขอคำแนะนำได้ถูกต้อง   2.ควรส่งเสริมให้ผู้ปกครองชุมชนร่วมป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศโดยจัดให้มีการประชุมครูผู้ปกครองชุมชนและนักเรียน เข้าใจ รวมทั้งให้ความรู้ด้านสื่อที่หลากหลาย เช่น โปสเตอร์ แผ่นพับ รณรงค์ยุติการล่วงละเมิดทางเพศ และ 3. ควรส่งเสริมให้โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมบรรยากาศที่ดี  โดยขอความร่วมมือจากผู้ปกครองประสานเครือข่ายให้ร่วมป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ และให้คำแนะนำแก่นักเรียนผู้ถูกกระทำ

         3.มีกระบวนการจัดการกับปัญหาข่มขืนและการล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ เช่น    1) มีนโยบายต่อต้านการละเมิดทางเพศที่ชัดเจนและ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องเผยแพร่ให้นักเรียน ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่ทุกคนของสถานศึกษาได้รับทราบ   (2) ต้องมีกระบวนการป้องกันกระบวนการช่วยเหลือ กระบวนการคุ้มครองอย่างละเอียด ผู้ที่รับผิดชอบและผู้เกี่ยวข้องรู้ว่าต้องทำอะไรและอย่างไร และ(3) ช่วยเหลือให้ผู้ที่ถูกกระทำมีความกล้าที่จะร้องเรียนได้อย่างไร (เพราะจากการศึกษาพบว่าคดีข่มขืนปรากฏเป็นข่าวให้สังคมรับรู้นั้นเป็นเพียงร้อยละ 5 ของเหตุที่เกิดทั้งหมดเท่านั้นเอง) 4) การจัดการศึกษาเพื่อป้องกันปัญหาการข่มขืนและ  ลวนลามทางเพศในสถานศึกษาให้ได้ผล ต้องจัดการศึกษาเรื่องความรุนแรงทางเพศในรูปแบบต่างๆ ให้แก่ทุกคนในสถานศึกษา  มีการพัฒนาศักยภาพและทักษะในการดูแลความปลอดภัยของตัวเองและเพื่อนร่วมสถานศึกษา   และ ควรจะบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าการละเมิดทางเพศหมายถึงการกระทำอะไรบ้าง และควรเขียนไว้ในกฎหรือข้อบังคับของสถาบันการศึกษาด้วย

              4. ค้นหาเด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะกลุ่มอายุ 13-18 ปีที่มีพฤติกรรมดังนี้ กลุ่มสังคมเพื่อนเกี่ยวข้องยาเสพติดและอบายมุข  กลุ่มดื่มสุรา/เสพบุหรี่เป็นประจำ  กลุ่มครอบครัวติดยา/ค้ายาเสพติด  กลุ่มครอบครัวว่างงาน/ฐานะเศรษฐกิจตกต่ำ/กลุ่มเด็กเร่ร่อน  กลุ่มเล่นการพนัน/ติดพนันบอล  กลุ่มที่มีความเครียด/มีปัญหาในครอบครัว   กลุ่มแก๊งค์มอเตอร์ไซซิ่ง//ชอบทะเลาะวิวาทและ กลุ่มฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย/ชอบเที่ยวเตร่ยามวิกาล/ติดเกมอินเตอร์เน็ต/ มั่วสุมตามหอพัก

         5. แก้ไขปัญหาพฤติกรรมเยาวชนทั้งระบบ/องค์ประกอบทุกมิติ  การใช้ทุกระบบหมายถึงระบบใช้โรงเรียนเป็นฐานของการพัฒนา    ระบบใช้โรงเรียนช่วยสร้างความเข้มแข็งของชุมชน  และระบบสร้างเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทันสมัยกระจายความรู้ส่วนการใช้ทุกมิติคือแก้ตามภาระหน้าที่/ประเด็นปัญหา/พื้นที่

        6. สร้างความเข้มแข็งให้กับสถานศึกษาในพื้นที่เสี่ยง โดย สถานศึกษาต้องจัดทำฐานข้อมูล  สถานการณ์  พื้นที่เป้าหมาย  ยุทธศาสตร์ แผนงาน และการติดตามประเมินผลโดยทำงานร่วมกับส่วนราชการอื่น และเครือข่ายผู้ปกครองและชุมชน

           7. การค้นหาต้นแบบความสำเร็จเพื่อสู่การขยายผล ตัวอย่าง    เช่นโรงเรียนเกษมสีมาวิทยาคาร สพท.2 อุบลราชธานีโรงเรียนต้นแบบสอนเพศศึกษาทุกห้องจะได้เรียนเพศศึกษาในชั่วโมงแนะแนว ๑๘ ชั่วโมงต่อภาค โดยอาจมีกิจกรรมอื่นมาแทรกบ้าง ซึ่งถือเป็นภาวะปกติ แต่อย่างน้อยต้องได้เรียนภาคละ ๑๔-๑๕ ชั่วโมง และอ.นคร สันธิโยธิน ครูต้นแบบจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยที่เน้นการสอนกระบวนการ พัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์   สุขภาพทางเพศ สุขปฏิบัติทางเพศและพฤติกรรมทางเพศ   การสื่อสารและสัมพันธภาพที่จำเป็นต้องพัฒนาให้เกิดมีขึ้นเป็นทักษะชีวิต ** ทั้งนี้ก็เพื่อส่งเสริมกระบวนการคิด การตัดสินใจโดยเรียนรู้อยู่บนพื้นฐานของสังคมและวัฒนธรรมด้วย  การ สอนด้วยกิจกรรมหลากหลายโดยวิเคราะห์ถึงความต้องการของผู้เรียนเป็นหลัก  มักใช้ภาษา คำพูดโดนใจ ใช้ประเด็นปัญหาสังคมโดยยกสถานการณ์ มาให้นักเรียนคิด เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนมีเกร็ดความรู้เพื่อให้ความสนุกสนาน แต่ขณะเดียวกันได้เรียน รู้เท่าทันอารมณ์และความเปลี่ยนแปลงและใช้สื่อการเรียนการสอนให้เข้าใจบทเรียน

            8.ฟังเสียงจากเยาวชนซึ่ง เสนอ 6ทางแก้ไขโดย ลดจำนวนผู้ป่วยเอดส์รายใหม่1. รัฐเร่งสร้างความเข้าใจให้ผู้รับผิดชอบนโยบายเยาวชน เข้าใจธรรมชาติของเยาวชน สร้างทางเลือกให้เยาวชน 2. รัฐมีหลักสูตรเพศศึกษาและมีระบบการให้ข้อมูลเรื่องเอดส์ เพศศึกษา ที่รอบด้าน  3. รัฐสนับสนุนให้เยาวชนมีส่วนร่วมในระดับชุมชนถึงระดับชาติ4. รัฐต้องพัฒนาระบบให้บริการ ที่เป็นมิตรต่อเด็กและเยาวชน 5. รัฐสนับสนุนทรัพยากรทุนในการทำกิจกรรม พัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ ข้อมูลที่ทันต่อสถานการณ์และ  6. รัฐสนับสนุนสภาวะแวดล้อมและกลไกการทำงานที่เอื้อต่อการป้องกันเอดส์ โดยการบังคับใช้กฎหมาย นโยบายที่เกี่ยวข้อง ให้นำไปสู่การปฏิบัติ ในการแก้ปัญหาเอดส์ โดยมีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

                   9    สร้างนิสัยรักการอ่านให้เรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้นเพื่อใช้ปัญญาเป็นภูมิคุ้มกันภัย   ซึ่ง หมอประเวศ วะสีได้ ชี้ชัดว่า คนไทยอ่านน้อย  คือต้นตอวิกฤตของบ้านเมืองขอให้ส่งเสริมให้มีชมรมรักการอ่านในทุกหมู่บ้าน   จัดหาหนังสือนิทานดีๆ ให้ทุกครอบครัวอ่าน โดยเฉพาะให้ลูกอ่าน    ฟื้นฟูการอ่านในระบบการศึกษาจากอดีตที่มีวิชาการสอนย่อความ อ่านจับใจความ ในระบบการศึกษาทุกระดับแต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปเป็นข้อสอบปรนัย ทำให้เด็กรุ่นใหม่อ่านเขียนหนังสือไม่เป็น

เกี่ยวกับ kruchalee

ศึกษานิเทศก์ สพป.กาญจนบุรี เขต 1
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s