แนวทางการพัฒนาระบบการประกับคุณภาพภายในของสถานศึกษา

ระบบประกันคุณภาพการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 จึงกำหนดให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา และให้ถือว่าการประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งกำหนดให้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์และวิธีประกันคุณภาพการศึกษา เพื่อให้เกิดการนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งได้มีการประกาศกฎกระทรวงว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2553 และได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว (เล่ม 127 ตอนที่ 23 ก วันที่ 2 เมษายน พ.ศ.2553)
ในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้จัดทำแนวทางการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาขึ้น เพื่อช่วยสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาให้เข้มแข็งตามแนวคิด หลักการ กฎกระทรวงดังกล่าว ตลอดจนเป็นวิธีการที่ทันสมัยและเหมาะสมกับเหตุการณ์ปัจจุบัน และสามารถดำเนินการตามภารกิจหลักของการประกันคุณภาพได้อย่างชัดเจน เหมาะสม ตลอดจนสามารถสนับสนุน ส่งเสริม นิเทศและร่วมกันพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาให้เข้มแข็งได้ต่อไป โดยจัดอยู่ในแนวทางหลัก 8 ประการ ดังนี้
1. แนวทางการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา
2. การกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
3. แผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
4. การจัดระบบบริหารและสารสนเทศภายในสถานศึกษา
5. การติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
6. การประเมินคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
7. การจัดทำรายงานประจำปีของสถานศึกษา
8. การพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

 

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

มุมมองใหม่ 9 ประการ ให้เพศศึกษาแก่เยาวชนไทย

อดีตปลัดศธ.เสนอมุมมองใหม่ 9ประการ ให้เพศศึกษาแก่เยาวชนไทย

               ดร.จรวยพร ธรณินทร์อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้เปิดเผยถึงมุมมองใหม่เพศศึกษากับเยาวชนไทย   ในการสัมมนาระดับชาติเรื่องโรคเอดส์ครั้งที่ 11 ว่าต้องปรับวิธีคิดแก้ปัญหาให้รอบด้านหลายมิติใช้ข้อมูล จากงานวิจัยและจากการรับข้อเสนอของทุกฝ่าย   ดังนี้

       1. การใช้ความหมายของการล่วงละเมิดทางเพศที่เป็นสากล  ซึ่งในระดับนานาชาติจะหมายถึง  ระดับไม่รุนแรง ได้แก่ การเขียนคำหยาบ คำลามกที่โต๊ะเรียน ห้องน้ำ การส่งรูปโป๊ทางสื่ออิเล็คทรอนิก การใช้ท่าทาง   ระดับรุนแรงปานกลาง ได้แก่ การสัมผัส   การเล่าเรื่องตลกลามก การบีบบังคับให้รับนัด    และระดับรุนแรง ได้แก่ การข่มขืน 

      2. ความยอมรับในขนาดของปัญหาที่เกิดในสถานศึกษา   ซึ่งงานวิจัยของดร.พิมพ์ใจ เมษฐ์สุขใสและคณะรายงานว่า  (1) การล่วงละเมิดทางเพศเป็นปัญหาใหญ่อย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นได้ทั้งในโรงเรียนระดับประถม มัธยม วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของนักเรียน (2) การล่วงละเมิดทางเพศเกิดจากผู้มีอำนาจ ผู้มีอิทธิพล   (3) นักเรียนหญิงจะเป็นผู้ถูกกระทำ/ถูกข่มขืนโดยผู้ใกล้ชิด เพื่อนบ้าน เพื่อนนักเรียนด้วยกัน ครูกระทำต่อนักเรียน พ่อเลี้ยง พ่อของตนเอง(4) การล่วงละเมิดทางเพศเกิดได้ทุกแห่งทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน(5) นักเรียนที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศส่วนใหญ่จะเล่าเหตุการณ์ให้เพื่อนฟัง รองลงมาคือพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูประจำชั้นเป็นลำดับสุดท้าย(6) นโยบายเกี่ยวกับการคุ้มครองและการป้องกัน ไม่ให้เกิดการล่วงละเมิดทางเพศ ในสถานศึกษา ยังไม่ได้กำหนดเป็นนโยบายเฉพาะ(7)แนวทางการร้องเรียนการล่วงละเมิดทางเพศยังไม่ได้กำหนดชัดเจนและ(8)นักเรียนยังรู้และเข้าใจเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศน้อยมาก ดังนั้นข้อเสนอแนะจากการศึกษาสภาพนักเรียนถูกล่วงละเมิดทางเพศ  คือ  1.กระทรวงศึกษาธิการควรกำหนดเป็นนโยบายเฉพาะเกี่ยวกับการป้องกันและการคุ้มครองนักเรียนไม่ให้ถูกกระทำ รวมทั้งกำหนดแนวทางดำเนินงานให้ชัดเจนเพื่อเด็กจะได้มีที่ปรึกษาและสามารถขอคำแนะนำได้ถูกต้อง   2.ควรส่งเสริมให้ผู้ปกครองชุมชนร่วมป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศโดยจัดให้มีการประชุมครูผู้ปกครองชุมชนและนักเรียน เข้าใจ รวมทั้งให้ความรู้ด้านสื่อที่หลากหลาย เช่น โปสเตอร์ แผ่นพับ รณรงค์ยุติการล่วงละเมิดทางเพศ และ 3. ควรส่งเสริมให้โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมบรรยากาศที่ดี  โดยขอความร่วมมือจากผู้ปกครองประสานเครือข่ายให้ร่วมป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศ และให้คำแนะนำแก่นักเรียนผู้ถูกกระทำ

         3.มีกระบวนการจัดการกับปัญหาข่มขืนและการล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ เช่น    1) มีนโยบายต่อต้านการละเมิดทางเพศที่ชัดเจนและ เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร และต้องเผยแพร่ให้นักเรียน ผู้ปกครอง และเจ้าหน้าที่ทุกคนของสถานศึกษาได้รับทราบ   (2) ต้องมีกระบวนการป้องกันกระบวนการช่วยเหลือ กระบวนการคุ้มครองอย่างละเอียด ผู้ที่รับผิดชอบและผู้เกี่ยวข้องรู้ว่าต้องทำอะไรและอย่างไร และ(3) ช่วยเหลือให้ผู้ที่ถูกกระทำมีความกล้าที่จะร้องเรียนได้อย่างไร (เพราะจากการศึกษาพบว่าคดีข่มขืนปรากฏเป็นข่าวให้สังคมรับรู้นั้นเป็นเพียงร้อยละ 5 ของเหตุที่เกิดทั้งหมดเท่านั้นเอง) 4) การจัดการศึกษาเพื่อป้องกันปัญหาการข่มขืนและ  ลวนลามทางเพศในสถานศึกษาให้ได้ผล ต้องจัดการศึกษาเรื่องความรุนแรงทางเพศในรูปแบบต่างๆ ให้แก่ทุกคนในสถานศึกษา  มีการพัฒนาศักยภาพและทักษะในการดูแลความปลอดภัยของตัวเองและเพื่อนร่วมสถานศึกษา   และ ควรจะบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าการละเมิดทางเพศหมายถึงการกระทำอะไรบ้าง และควรเขียนไว้ในกฎหรือข้อบังคับของสถาบันการศึกษาด้วย

              4. ค้นหาเด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยงโดยเฉพาะกลุ่มอายุ 13-18 ปีที่มีพฤติกรรมดังนี้ กลุ่มสังคมเพื่อนเกี่ยวข้องยาเสพติดและอบายมุข  กลุ่มดื่มสุรา/เสพบุหรี่เป็นประจำ  กลุ่มครอบครัวติดยา/ค้ายาเสพติด  กลุ่มครอบครัวว่างงาน/ฐานะเศรษฐกิจตกต่ำ/กลุ่มเด็กเร่ร่อน  กลุ่มเล่นการพนัน/ติดพนันบอล  กลุ่มที่มีความเครียด/มีปัญหาในครอบครัว   กลุ่มแก๊งค์มอเตอร์ไซซิ่ง//ชอบทะเลาะวิวาทและ กลุ่มฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย/ชอบเที่ยวเตร่ยามวิกาล/ติดเกมอินเตอร์เน็ต/ มั่วสุมตามหอพัก

         5. แก้ไขปัญหาพฤติกรรมเยาวชนทั้งระบบ/องค์ประกอบทุกมิติ  การใช้ทุกระบบหมายถึงระบบใช้โรงเรียนเป็นฐานของการพัฒนา    ระบบใช้โรงเรียนช่วยสร้างความเข้มแข็งของชุมชน  และระบบสร้างเครือข่ายอินเตอร์เน็ตทันสมัยกระจายความรู้ส่วนการใช้ทุกมิติคือแก้ตามภาระหน้าที่/ประเด็นปัญหา/พื้นที่

        6. สร้างความเข้มแข็งให้กับสถานศึกษาในพื้นที่เสี่ยง โดย สถานศึกษาต้องจัดทำฐานข้อมูล  สถานการณ์  พื้นที่เป้าหมาย  ยุทธศาสตร์ แผนงาน และการติดตามประเมินผลโดยทำงานร่วมกับส่วนราชการอื่น และเครือข่ายผู้ปกครองและชุมชน

           7. การค้นหาต้นแบบความสำเร็จเพื่อสู่การขยายผล ตัวอย่าง    เช่นโรงเรียนเกษมสีมาวิทยาคาร สพท.2 อุบลราชธานีโรงเรียนต้นแบบสอนเพศศึกษาทุกห้องจะได้เรียนเพศศึกษาในชั่วโมงแนะแนว ๑๘ ชั่วโมงต่อภาค โดยอาจมีกิจกรรมอื่นมาแทรกบ้าง ซึ่งถือเป็นภาวะปกติ แต่อย่างน้อยต้องได้เรียนภาคละ ๑๔-๑๕ ชั่วโมง และอ.นคร สันธิโยธิน ครูต้นแบบจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยที่เน้นการสอนกระบวนการ พัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์   สุขภาพทางเพศ สุขปฏิบัติทางเพศและพฤติกรรมทางเพศ   การสื่อสารและสัมพันธภาพที่จำเป็นต้องพัฒนาให้เกิดมีขึ้นเป็นทักษะชีวิต ** ทั้งนี้ก็เพื่อส่งเสริมกระบวนการคิด การตัดสินใจโดยเรียนรู้อยู่บนพื้นฐานของสังคมและวัฒนธรรมด้วย  การ สอนด้วยกิจกรรมหลากหลายโดยวิเคราะห์ถึงความต้องการของผู้เรียนเป็นหลัก  มักใช้ภาษา คำพูดโดนใจ ใช้ประเด็นปัญหาสังคมโดยยกสถานการณ์ มาให้นักเรียนคิด เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนมีเกร็ดความรู้เพื่อให้ความสนุกสนาน แต่ขณะเดียวกันได้เรียน รู้เท่าทันอารมณ์และความเปลี่ยนแปลงและใช้สื่อการเรียนการสอนให้เข้าใจบทเรียน

            8.ฟังเสียงจากเยาวชนซึ่ง เสนอ 6ทางแก้ไขโดย ลดจำนวนผู้ป่วยเอดส์รายใหม่1. รัฐเร่งสร้างความเข้าใจให้ผู้รับผิดชอบนโยบายเยาวชน เข้าใจธรรมชาติของเยาวชน สร้างทางเลือกให้เยาวชน 2. รัฐมีหลักสูตรเพศศึกษาและมีระบบการให้ข้อมูลเรื่องเอดส์ เพศศึกษา ที่รอบด้าน  3. รัฐสนับสนุนให้เยาวชนมีส่วนร่วมในระดับชุมชนถึงระดับชาติ4. รัฐต้องพัฒนาระบบให้บริการ ที่เป็นมิตรต่อเด็กและเยาวชน 5. รัฐสนับสนุนทรัพยากรทุนในการทำกิจกรรม พัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ ข้อมูลที่ทันต่อสถานการณ์และ  6. รัฐสนับสนุนสภาวะแวดล้อมและกลไกการทำงานที่เอื้อต่อการป้องกันเอดส์ โดยการบังคับใช้กฎหมาย นโยบายที่เกี่ยวข้อง ให้นำไปสู่การปฏิบัติ ในการแก้ปัญหาเอดส์ โดยมีการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

                   9    สร้างนิสัยรักการอ่านให้เรียนรู้ด้วยตนเองมากขึ้นเพื่อใช้ปัญญาเป็นภูมิคุ้มกันภัย   ซึ่ง หมอประเวศ วะสีได้ ชี้ชัดว่า คนไทยอ่านน้อย  คือต้นตอวิกฤตของบ้านเมืองขอให้ส่งเสริมให้มีชมรมรักการอ่านในทุกหมู่บ้าน   จัดหาหนังสือนิทานดีๆ ให้ทุกครอบครัวอ่าน โดยเฉพาะให้ลูกอ่าน    ฟื้นฟูการอ่านในระบบการศึกษาจากอดีตที่มีวิชาการสอนย่อความ อ่านจับใจความ ในระบบการศึกษาทุกระดับแต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปเป็นข้อสอบปรนัย ทำให้เด็กรุ่นใหม่อ่านเขียนหนังสือไม่เป็น

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

เป้าหมายยุทธศาสตร์และตัวบ่งชี้การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง

เป้าหมายยุทธศาสตร์และตัวบ่งชี้การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๖๑)
         เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ คณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กนป.)ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จึงกำหนดเป้าหมายยุทธศาสตร์ ตัวบ่งชี้และค่าเป้าหมาย สำหรับการดำเนินงานตั้งแต่บัดนี้ จนสิ้นสุด พ.ศ.๒๕๖๑ ดังนี้
         เป้าหมายยุทธศาสตร์ข้อ ๑ : คนไทยและการศึกษาไทยมีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับสากล
         ตัวบ่งชี้และค่าเป้าหมาย
         ๑.๑ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาหลักจากการทดสอบระดับชาติ มีคะแนนเฉลี่ยมากกว่า
                ร้อยละ ๕๐
         ๑.๒ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย
                 นานาชาติ (ผลทดสอบ PISA) 
         ๑.๓ ความสามารถด้านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓ ต่อปี
         ๑.๔ ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ ๓ ต่อปี
         ๑.๕ สัดส่วนผู้เรียนมัธยมศึกษาตอนปลายประเภทอาชีวศึกษา : สามัญศึกษา เป็น ๖๐:๔๐
         ๑.๖ ผู้สำเร็จอาชีวศึกษาและอุดมศึกษามีคุณภาพระดับสากลและเป็นไปตามกรอบ
                 มาตรฐานคุณวุฒิ
         ๑.๗ จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทย(อายุ ๑๕-๕๙) เพิ่มขึ้นเป็น ๑๒ ปี
         เป้าหมายยุทธศาสตร์ข้อ ๒ คนไทยใฝ่รู้ : สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง รักการอ่านและแสวงหา 
                                                                          ความรู้อย่างต่อเนื่อง
         ตัวบ่งชี้และค่าเป้าหมาย
         ๒.๑ ผู้เรียนทุกระดับการศึกษาไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๗๕ มีทักษะในการแสวงหาความรู้ได้ด้วย
                 ตนเองรักการเรียนรู้ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
         ๒.๒ อัตราการรู้หนังสือของประชากร(อายุ ๑๕-๖๐ ปี)เป็นร้อยละ ๑๐๐
         ๒.๓ ผู้เข้ารับบริการในแหล่งเรียนรู้เพิ่มขึ้นปีละอย่างน้อยร้อยละ ๑๐
         ๒.๔ คนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือนอกเวลาเรียน/นอกเวลาทำงาน โดยเฉลี่ยอย่างน้อยวันละ
                 ๖๐ นาที
         ๒.๕ สัดส่วนผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ต่อประชากรอายุ ๖ ปีขึ้นไป เป็นร้อยละ ๕๐
         เป้าหมายยุทธศาสตร์ข้อ ๓ คนไทยใฝ่ดี : มีคุณธรรมพื้นฐาน มีจิตสำนึกและค่านิยมที่พึง
                                                                           ประสงค์ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มีจิตสาธารณะ
                                                                           มีวัฒนธรรมประชาธิปไตย
         ตัวบ่งชี้และค่าเป้าหมาย
         ๓.๑ ผู้เรียนทุกระดับการศึกษาไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๗๕ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีความเป็น
                 พลเมือง
         ๓.๒ จำนวนคดีเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีโดยสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
                 ลดลงร้อยละ ๑๐ ต่อปี
         ๓.๓ จำนวนเด็กอายุต่ำกว่า ๑๕ ปีที่ตั้งครรภ์ ลดลงร้อยละ ๑๐ ต่อปี
         ๓.๔ จำนวนเด็กและเยาวชนเข้ารับการบำบัดยาเสพติดลดลงร้อยละ ๑๐ ต่อปี
         ๓.๕ สัดส่วนคนไทยที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนา และกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและ
                 สังคมอย่างสม่ำเสมอ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๕ ต่อปี
         เป้าหมายยุทธศาสตร์ข้อ ๔ คนไทยคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาได้ : มีทักษะในการคิดและปฏิบัติ 
                                                                                       มีความสามารถในการแก้ปัญหา มีความคิด
                                                                                       ริเริ่มสร้างสรรค์ มีความสามารถในการสื่อสาร
         ตัวบ่งชี้และค่าเป้าหมาย
         ๔.๑ ผู้เรียนทุกระดับการศึกษาไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๗๕ มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 
                 สังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์
         ๔.๒ ผู้สำเร็จการอาชีวศึกษาและการอุดมศึกษา มีสมรรถนะเป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้และมีงานทำ
                 ภายใน ๑ ปี รวมทั้งประกอบอาชีพอิสระเพิ่มขึ้น
         ๔.๓ กำลังแรงงานที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาขึ้นไป เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๖๕ และมีสมรรถนะ
                 ทางวิชาชีพตามมาตรฐาน

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษา “เพื่อสร้างความเป็นพลเมือง”

        เมื่อไม่นานมานี้ได้มีโอการเข้าร่วมการประชุมสัมมนาในเรื่องของการสร้างความเป็นพลเมืองของสถาบันพระปกเกล้า สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา และได้รับเอกสารยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นพลเมือง พ.ศ.2553-2561 ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเห็นว่ามีประโยชน์มาก จึงขอนำมาสรุปถ่ายทอดเพื่อเป็นความรู้ให้กับผู้อ่านทุกท่าน ณ ที่นี้
         ความหมาย
         “พลเมือง” ในระบอกประชาธิปไตย แตกต่างจากพลเมืองของระบอบอื่นที่พลเมืองจะมี “คุณสมบัติ”อย่างไร จะเป็นไปตามที่ผู้มีอำนาจประสงค์จะให้เป็น ขณพที่ระบอบประชาธิปไตย เจ้าของอำนาจสูงสุดคือ ประชาชน ดังนั้น ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจจึงกำหนดชีวิตตนเองได้ “ประชาชน” ในระบอบประชาธิปไตย จึงแตกต่างหลากหลายได้ เมื่อแตกต่างหลากหลายได้ จึงต้องเคารพซึ่งกันและกันและใช้กติกาในการแก้ปัญหา จึงจะสามารถอยู่ร่วมกันและปกครองกันตามวิถึทางประชาธิปไตยได้ ดังนั้น “พลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตย จึงหมายถึง สมาชิกของสังคมที่มีอิสรภาพ(Liberty)และพึ่งตนเองได้(independent)ใช้สิทธิเสรีภาพโดยควบคู่กับความรับผิดชอบ เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น เคารพความแตกต่าง เคารพหลักความเสมอภาค เคารพกติกา ไม่แก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ตระหนักว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ร่วมรับผิดชอบต่อสังคม มีจิตสาธารณะ และกระตือรือร้นที่จะรับผิดชอบหรือร่วมขับเคลื่อนสังคมและแก้ปัญหาสังคมในระดับต่าง ๆ ตั้งแต่ในครอบครัว ชุมชน จนถึงระดับประเทศ ระดับอาเซียนและระดับประชาคมโลก “พลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยสามารถสรุปคุณสมบัติได้ 6 ประการดังต่อไปนี้
         1) มีอิสรภาพ(Liberty)และพึ่งพาตนเองได้(independent)ไม่อยู่ภายใต้การครอบงำของระบบอุปถัมภ์
         2) เคารพสิทธิผู้อื่น ไม่ใช้สิทธิเสรีภาพของตนไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น (ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 28 ที่บัญญัติว่า “บุคคลย่อมใช้…สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น”)
         3) เคารพความแตกต่าง มีทักษะในการฟัง และยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่างจากตนเอง
         4) เคารพหลักความเสมอภาพ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น และเห็นคนเท่าเทียมกัน มองคนเป็นแนวระนาบ ไม่ใช่แนวดิ่ง
         5) เคารพกติกา เคารพกฎหมาย ใช้กติกาในการแก้ปัญหา ไม่ใช้กำลัง และยอมรับผลของการละเมิดกฎหมาย
         6) รับผิดชอบต่อสังคม ตระหนักว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมกระตือรือร้นที่จะรับผิดชอบและร่วมแก้ไขปัญหาสังคมโดยเริ่มต้นที่ตนเอง

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น